ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
    คำแนะนำสำหรับผู้เรียน
+ ชุดที่17 พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้
ให้กับตนเอง
   - พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้
ให้กับตนเอง
   - แบบฝึกการพัฒนาทักษะ
   - เฉลยแบบฝึกการพัฒนาทักษะ
+ ชุดที่18 พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคล
แห่งการเรียนรู้
   - พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
   - แบบฝึกการพัฒนาทักษะ
   - เฉลยแบบฝึกการพัฒนาทักษะ
 
กลับหน้าแรก
 

ความหมายของบุคคลแห่งการเรียนรู้

        บุคคลแห่งการเรียนรู้ คือ  บุคคลที่มีคุณมีลักษณะ  ใฝ่เรียน  ใฝ่รู้  ช่างสงสัย  อยากรู้อยากเห็น กระหายความรู้  สนใจติดตามความเคลื่อนไหว  ความเปลี่ยนแปลงของสังคม  พยายามสืบเสาะ  หมั่นศึกษาค้นคว้าสิ่งที่สนใจใคร่รู้  ด้วยความอุตสาหะวิริยะ  แล้วนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์  เพื่อพัฒนาตนเอง  พัฒนางาน  และพัฒนาสังคม  (กรมสามัญศึกษา, 2545, หน้า 5)

 

ประเภทและตัวอย่างของบุคคลแห่งการเรียนรู้

        1. เป็นโดยตนเอง  ไม่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียน  บุคคลประเภทนี้มีความใฝ่รู้  ใฝ่เรียน  มีความอุตสาหะวิริยะ   ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง  คือ  อับราฮัม  ลินคอล์น เรียนรู้โดยยืมหนังสือมาอ่าน ด้วยตนเองที่บ้าน ด้วยความยากลำบากในการเดินทางโดยไม่ย่อท้อ ประสบความสำเร็จในชีวิต ได้เป็นประธานาธิบดี คนที่  16   แห่งสหรัฐอเมริกา  (กรมสามัญศึกษา, 2545, หน้า 7-8) 

        2.  เป็นโดยฝึกหัด  ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียน  บุคคลประเภทนี้ถ้าได้รับการสร้างและเสริม ให้มีคุณลักษณะเป็นผู้ใฝ่เรียน  ใฝ่รู้ ก็จะสามารถนำทักษะวิธีการเรียนรู้ที่ได้ฝึกฝนไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการแสวงหา ความรู้ต่อไปได้ตลอดชีวิต  คือ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดี ของบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่พวกเราชาวไทยต่างก็ประจักษ์ แก่ใจทุกคน ภาพที่พระองค์ทรงฟังผู้บรรยาย และซักถามอย่างสนพระทัย พร้อมทั้งจดบันทึกตลอดเวลา เป็นภาพที่เราเห็นชินตาด้วยความประทับใจ ความรู้ ที่ทรงได้จากการศึกษาค้นคว้า  ประมวลออกมาเป็น หนังสือที่ให้ความรู้และความเพลิดเพลินอย่างมากมายแก่ผู้อ่าน  อีกทั้งโครงการเพื่อพัฒนาเยาวชน  พัฒนาสังคมที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มและรับผิดชอบอีกนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงเชื่อ ในหลักการศึกษาเก่าแก่ที่ ปู่ ย่า ตา ยาย เชื่อว่าหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ คือ  สุ  จิ  ปุ  ลิ ซึ่งพระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจน  เมื่อทรงเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ  “แนวโน้มการจัดการเรียนสอน เพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า”  (กรมสามัญศึกษา,  2545, หน้า  5-6)

 

แนวทางการพัฒนาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

        สังคมในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  วิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าไปอย่าง ไม่หยุดยั้ง การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยจะต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  คือ

        1.  เพื่อให้เป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเพียงบุคคลที่มีความรู้ หรือ สามารถจำข้อมูล ความรู้ได้เท่านั้น

        2.  เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยใฝ่หาความรู้  รักที่จะเพิ่มพูนความรู้  ทักษะและเจตคติของตน รักที่จะเรียนรู้ ตลอดชีวิต

        3.  รู้จักปรับตนไปตามกระแสต่าง ๆ ในโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

        4.  เพื่อให้เป็นผู้เรียนเป็นผู้หมั่นแสวงหา หมั่นเรียน หมั่นรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ อยู่เสมอ

 

 

วิธีพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

        1.  พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ผู้เรียนควรพัฒนาตนเองให้มีความรู้พื้นฐานอย่างกว้าง ๆ และศึกษา บางวิชาอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ เพิ่มเติมตามความจำเป็น ในอนาคต  โดยสามารถโยงความรู้พื้นฐานที่มีอยู่มาใช้ในการพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าในเรื่องความรู้ได้

        2.  เครื่องมือสำหรับแสวงหาความรู้ การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รักการเรียนรู้  จะต้องพัฒนาตนเอง ให้มีเครื่องมือ ที่จะใช้ในการแสวงหาความรู้ได้ก่อน  เครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต เช่น คณิตศาสตร์  เกี่ยวข้องกับการคิดคำนวณ การใช้เหตุผล  การแก้ปัญหา  วิทยาศาสตร์เป็นการแสวงหาความรู้ ที่ผู้เรียนจะได้ฝึกการสังเกต  ตั้งคำถาม  ทดลอง  วิเคราะห์  หาคำตอบ และอธิบายให้เหตุผล ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสากลที่ใช้แสวงหาความรู้อย่างกว้างขวาง  คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ  ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ถึง วิทยาการสมัยใหม่  ที่ช่วยในการค้นหาความรู้ ด้วยตนเองได้อย่างไม่สิ้นสุด โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

        3.  สร้างแรงจูงใจให้เป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนต้องสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองรักที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ  เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นของการศึกษาที่มีต่อบุคคลในทุกช่วงชีวิต สิ่งที่เรียนรู้ควรสัมพันธ์ กับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองด้วย โดยอาจเป็นสภาพการณ์หรือปัญหาที่ตนเองต้องเผชิญในชีวิต  เป็นเรื่องที่ทันสมัยทันเหตุการณ์ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาตนเองได้ ทำให้เห็นคุณค่าของการแสวงหาข้อมูล และนำข้อมูลนั้นมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง

        4.  การเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้อย่างคล่องแคล่ว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุน ให้ผู้เรียนสนใจ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอยู่เสมอ สามารถเรียนรู้อยู่ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ (กรมสามัญศึกษา,  2545,  หน้า  14-15)

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าและการรู้สารสนเทศ

        1.  ความหมายของการศึกษาค้นคว้า
             พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  ระบุว่า “การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อ ความเจริญงอกงามของบุคคล และสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกการอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อมสังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”
             การค้นคว้า  คือ   การคิดริเริ่มที่มีรากฐานมาจากการพิจารณาหลักฐานตามที่รวบรวมได้ อย่างละเอียดถี่ถ้วน  โดยไม่มีอคติใด ๆ แอบแฝง  (สิทธิลักษณ์  อำพันวงศ์,  2535,  หน้า  62)
             การศึกษาค้นคว้า คือ  การหาความรู้จาก  หนังสือ และทรัพยากรสารสนเทศ  จากห้องสมุด  และแหล่งทรัพยากรสารสนเทศทั้งหลาย  ตลอดจนการหาความรู้จากต้นตอ  เช่น  การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ  เป็นต้น  (ลมุล  รัตตากร,  2539, หน้า  11)
             การศึกษาค้นคว้า   คือ  กระบวนการส่งเสริมการแสวงหาความรู้อย่างมีระเบียบแบบแผน สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เกิดความรู้อย่างสมบูรณ์  และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้  เพื่อความเจริญ งอกงามแก่ตนเองให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ  (สุดดา,  2552, ย่อหน้าที่ 2) 
             สรุปได้ว่า  การศึกษาค้นคว้า  คือ กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและ สังคมที่มีรากฐานมาจากการพิจารณาหลักฐานตามที่รวบรวมได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน สามารถนำมา วิเคราะห์ให้เกิดความรู้อย่างสมบูรณ์   และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้และนำไปดำเนินชีวิตในสังคม ได้อย่างมีคุณภาพ 
             ทักษะ  (Skills) คือ ความชำนาญ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน พ.ศ. 2542, 2546, หน้า  217)
             ทักษะในการค้นคว้า  คือ  การแสวงหาข้อมูลจากการอ่าน  การฟัง  ตลอดจนการใช้สื่อ สิ่งตีพิมพ์ และไม่ตีพิมพ์ เพื่อสรุปและนำมาเสนอโดยวิธีต่าง ๆ  เช่น การเขียนรายงาน การรายงาน ปากเปล่า  เป็นต้น  (ระพินทร์  คร้ามมี,  2544, หน้า 32)
             การรู้สารสนเทศ  (Information  Literacy)  คือ  ความรู้  ทักษะความสามารถของบุคคลใน การตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ  การประเมินสารสนเทศ  และนำสารสนเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม  (คนางค์  เชษฐบุตร,  2551, 12)
             สรุปได้ว่า  ทักษะการศึกษาค้นคว้า คือ ทักษะในด้านการค้นหาข้อมูล และการใช้แหล่งวิทยาการ ต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์แหล่งข้อมูลที่ต้องการ   รู้จักใช้เครื่องมือช่วยการค้นคว้า  เช่น ฐานข้อมูลการสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศต่าง ๆ ได้แก่  หนังสือ  วารสาร และหนังสือพิมพ์  บรรณานุกรม การใช้หนังสืออ้างอิงประเภทต่าง ๆ  การตระหนักถึงความต้องการและการเข้าถึงสารสนเทศ  ตลอดจนการเลือกใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม

        2.   ความหมายของการรู้สารสนเทศ
              การรู้สารสนเทศ   หมายถึง ความรู้ความสามารถของบุคคล ในการระบุความต้องการสารสนเทศ ของตนเอง ความสามารถในการค้นหา  ประเมินคุณค่า และใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้นการรู้สารสนเทศจึงครอบคลุมความรู้ความสามารถของบุคคลในเรื่องต่อไปนี้ (นันทา  วิทวุฒิศักดิ์,  2550, หน้า  17)
              2.1   ตระหนักรู้ว่าสารสนเทศที่ถูกต้องสมบูรณ์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
              2.2   รู้ว่าตนเองมีความต้องการสารสนเทศใด
              2.3   สามารถตั้งคำถามหรือระบุความต้องการสารสนเทศของตนเองได้
              2.4   สามารถระบุหรือชี้แหล่งสารสนเทศที่จะค้นหาได้
              2.5   สามารถพัฒนากลวิธีการค้นคืนสารสนเทศได้
              2.6   สามารถเข้าถึงแหล่งสารสนเทศทั้งที่จัดเก็บอยู่ในสื่อคอมพิวเตอร์และสื่อรูปแบบอื่น ๆ ได้
              2.7   สามารถประเมินคุณค่าสารสนเทศได้
              2.8   สามารถจัดกลุ่มหรือหมวดหมู่สารสนเทศเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
              2.9   สามารถบูรณาการความรู้ใหม่ ๆ เข้ากับองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมได้
              2.10  สามารถใช้สารสนเทศในการคิดเชิงวิเคราะห์ และใช้สารสนเทศในการแก้ปัญหาได้

        3.  จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าและเป้าหมายของการรู้สารสนเทศ
             3.1  จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า  (สิทธิลักษณ์  อำพันวงศ์,  2535, หน้า  62-63)
                    3.1.1   เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ หรือเกิดความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ในเรื่องนั้น ๆ
                    3.1.2   เพื่อให้มีพัฒนาการทางวิชาการในด้านนั้น ๆ
                    3.1.3   เพื่อรวบรวมข้อมูลและสรรหาข้อเท็จจริง
             3.2  เป้าหมายสูงสุดของการรู้สารสนเทศ 
                    เป้าหมายสูงสุดของการรู้สารสนเทศ  คือ  การให้ทุกคนกลายเป็นผู้มีทักษะสารสนเทศ  และสามารถนำทักษะไปใช้ในการศึกษา  การทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้  (คนางค์  เชษฐบุตร,  2551, 14)
             สรุปได้ว่า  จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าและเป้าหมายของการรู้สารสนเทศ ต้องการ ให้ทุกคนมีทักษะสารสนเทศ  คือ  การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้การทำงาน  และในชีวิตประจำวัน

        4.  ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้าและความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
             4.1  ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า
                    การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนรู้เท่าทันความเจริญ  มีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สามารถ ดำรงตนอยู่ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่จบสิ้นได้อย่างมีความสุข  มีชีวิตที่เป็น “ชีวิตแห่งการเรียนรู้”  มีการศึกษาที่เป็นการศึกษาตลอดชีวิต มีความกระตือรือร้นที่จะขวนขวายหา ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนางาน และคุณภาพชีวิตของตนเอง การกระตุ้นให้คนมีความใฝ่รู้ รู้แหล่งเรียนรู้ รู้วิธีที่จะได้มา ซึ่งความรู้ที่ต้องการ จึงเป็นความสำคัญที่จะก่อให้เกิดชีวิตแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง การพัฒนาผู้เรียนให้มีวิธีหาความรู้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะติดตัวไปจนตลอดชีวิต ดังนั้นทักษะ การแสวงหาความรู้จึงเป็นทักษะจำเป็น ของคนทุกคน ที่จะช่วยให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ต้องการ ไม่ว่าเมื่อใด เป็นทักษะที่จะต้อง อาศัยการเรียนรู้ และมีวิธีการฝึกฝนจนสามารถเกิดความชำนาญ  ผู้ที่มีทักษะ การแสวงหาความรู้จะช่วยให้เกิดแนวความคิด ความเข้าใจที่ถูกต้องและกว้างขวางยิ่งขึ้น  เพราะผู้เรียน จะเกิดทักษะในการค้นคว้าสิ่งที่ต้องการและสนใจ ใคร่รู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จะทำให้ทราบข้อเท็จจริง เปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่ได้มาว่าควรเชื่อถือหรือไม่ (กรมสามัญศึกษา,  2545, หน้า 11-12)
             4.2  ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
                    ความสำคัญของการรู้สารสนเทศในแง่มุมที่น่าสนใจ  มีดังนี้
                    4.1.1   เป็นการแสวงหาสารสนเทศตามความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    4.1.2   ได้รับรู้โอกาสในการเลือกใช้แหล่งสารสนเทศและแยกแยะสารสนเทศได้
                    4.1.3   ได้วิเคราะห์เลือกใช้สารสนเทศจากเครื่องมือสืบค้นสารสนเทศ  เช่น  จากคอมพิวเตอร์ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ๆ
                    4.1.4   มีความสะดวกต่อการใช้มวลชนที่หลากหลายที่เหมาะสมที่สุด
                    4.1.5   มีความระมัดระวังต่อการใช้สารสนเทศทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้
                    4.1.6  สามารถถ่ายทอดสารสนเทศที่รู้ให้ผู้อื่นทราบได้
             ดังนั้นการรู้สารสนเทศจึงมีบทบาทและความสำคัญต่อการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา  ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา  เนื่องจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการรู้สารสนเทศว่าเป็นพื้นฐาน ที่นำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ประชากรที่เป็น ผู้รู้สารสนเทศถือว่าเป็นทรัพยากรที่มี คุณค่ามากที่สุดของประเทศในยุคนี้  (สมาน  ลอยฟ้า, 2544, 1-5)

        5.  ทักษะในการศึกษาค้นคว้า ทักษะการรู้สารสนเทศ  และแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า
             5.1 ทักษะในการศึกษาค้นคว้า
                   การศึกษาค้นคว้าและการใช้ข้อมูล  ต้องใช้ทักษะในการหาข้อมูล  การใช้ข้อมูลให้มี ประสิทธิภาพนั้น  จำเป็นต้องมีความสามารถในการอ่าน  ฟัง  ดู  สังเกต  และจดบันทึก ต้องสามารถอ่าน เอาความ  คัดเลือกประเด็นสำคัญและตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป  สามารถวิเคราะห์  และนำเสนอข้อมูลนั้นได้  ต้องสามารถใช้เทคนิคเหล่านั้นได้ด้วยการวาดแผนภูมิ  ใช้คำสำคัญ  ใช้การตั้งคำถาม เป็นต้น  (นิตยา  หัตถสินโยธิน, ม.ป.ป.,  หน้า  8-146, หน้า  211-212)
                   ทักษะที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่ต้องการสำหรับการอ่านและการเรียน  มี  6  ขั้นตอน คือ
                   5.1.1  การตัดสินใจ    มี  3  ขั้นตอน  คือ
                             ขั้นตอนที่ 1  สิ่งที่คาดหวังว่าจะทำคืออะไร เช่น เขียนเรียงความ  บรรยาย หน้าชั้น  หรือพูดคุยธรรมดา  เป็นต้น  ใช้เวลาเท่าไร และผู้ฟังเป็นผู้ฟังระดับใด ทราบหรือคาดหวัง สิ่งใดไว้บ้าง  จากการนำเสนอผลงาน
                             ขั้นตอนที่ 2  มีความรู้เรื่องใดบ้างแล้ว  เช่น  ควรจะต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไร  ระดมความคิดสิ่งที่ทราบอยู่แล้วโดยใช้วิธีเขียนลงในกระดาษ   จัดลำดับความสำคัญของ เนื้อเรื่องและทำแผนผัง   ศึกษาความหมายของเรื่องราวแต่ละกลุ่มที่แบ่งไว้  เพื่อดึงคำ  กลุ่มคำ และความคิดสำคัญออกมาให้ได้ ขั้นตอนนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะเห็นโครงสร้างของเรื่องราว ทั้งหมด  โดยเป็นถ้อยคำและแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในห้องสมุด  ฐานข้อมูล  และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะได้ทราบว่าจะอ่านข้อมูลแบบไหน  อ่านผ่าน  อ่านเพื่อหาส่วนสำคัญ  หรืออ่านอย่างเข้าใจ โดยละเอียดสำหรับวางแผนการนำเสนอ
                             ขั้นตอนที่ 3  ต้องการหาคำตอบในเรื่องใด สร้างคำถามที่จำเป็นต้องใช้ สัมภาษณ์ แหล่งข้อมูลว่ามีข้อมูลตรงกับความต้องการหรือไม่  ได้แก่คำต่อไปนี้
                             ใคร  อะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  สิ่งใด  - แสดงข่าวสารข้อเท็จจริง
                             เหตุใดก็ตาม                            - แสดงความเป็นไปได้
                             ทำไม                                    - แสดงสาเหตุ  คำอธิบาย  เหตุผล  สมมติฐาน
                             ดังนั้น                                    - แสดงผลลัพธ์ บทสรุป  คำแนะนำ
                             ขั้นตอนที่ 4  ต้องค้นเรื่องใด  สร้างตารางนำทางขึ้น  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และกระตุ้นให้ปฏิบัติตามตารางนั้น  ตารางที่สร้างขึ้นจะใช้ร่วมกับบันทึกช่วยจำในการเรียน

 

                   5.1.2   การค้นคว้า  การค้นหาข้อมูลประเภทต่าง ๆ กัน  จากแหล่งต่าง ๆ กัน  ข้อมูลที่ได้ต้องมีความถูกต้อง  หาวิธีการของตนเองที่จะพบข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้   มี  3  ขั้นตอน  คือ
                              ขั้นตอนที่ 1  ต้องการข้อมูลประเภทใด  เช่น  ข้อเท็จจริง   ข้อมูลจากการวิจัย  ความคิดเห็น   หรือหลักฐานที่จะสนับสนุนสมมติฐาน   ต้องการข้อมูลลักษณะพิเศษหรือไม่  เช่น  มีภาพประกอบ  หรือกรณีศึกษา  (การสุ่มตัวอย่างมากลุ่มหนึ่งและศึกษาเฉพาะกลุ่มนี้)               
                              ขั้นตอนที่ 2  จะค้นพบข้อมูลนั้นได้จากที่ใดบ้าง   เช่น  จากหนังสือทั่วไป  สารานุกรม นิตยสาร วารสาร  หรือสิ่งตีพิมพ์อื่น ๆ จากบุคคล องค์การต่าง ๆ ชุมชน  หรือกลุ่มบุคคล จากห้องสมุด  ฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์  และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ใช้เก็บข้อมูล จากสื่อไม่ตีพิมพ์ เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  แผนผัง  แผนภาพ  รูปถ่าย  เป็นต้น
                              ขั้นตอนที่  3  จะค้นพบข้อมูลนี้โดยอาศัยฐานข้อมูล หนังสือ การเข้าสู่ข้อมูล จากแหล่งต่าง ๆ นั้น  ต้องมีเครื่องมือในการเข้าถึงชุมชนหรือกลุ่มบุคคล เช่น สมุดโทรศัพท์  เรื่องราวเฉพาะบุคคลนั้น ๆ  หนังสือรวบรวมรายชื่อธุรกิจ และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ สำนักงานข่าวสาร  ห้องสมุด เป็นต้น  การเข้าถึงห้องสมุด  อุปกรณ์ที่ห้องสมุดมีบริการ  ได้แก่  ดัชนีต่าง ๆ  หนังสือรวบรวมรายชื่อ และที่อยู่ของบุคคล  หน่วยงานสำคัญ  บรรณารักษ์   ฐานข้อมูลหนังสือ  การเข้าถึงวัสดุสิ่งตึพิมพ์  ได้แก่ สารบัญ  ดัชนี  อภิธานศัพท์  ชื่อบท  คำอธิบายภาพ  เป็นต้น  และการเข้าถึงอิเล็กทรอนิกส์  ได้แก่  โปรแกรม  หรืออุปกรณ์การปฏิบัติงาน เป็นต้น  ไม่ว่าหัวข้อจะเป็นเช่นไร  ข้อมูลจะลึกซึ้งหรือผิวเผิน  หลักสำคัญที่ทุกคนต้องระลึกเสมอว่า  “ยิ่งรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ค้นได้เฉพะเจาะจงมากเท่าใด โอกาสที่จะพบก็มีมาก เท่านั้น”
                   5.1.3  การใช้ประโยชน์   ข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดตรงกับความต้องการหรือไม่  ให้เลือกอย่างระมัดระวัง โดยใช้แผนผังและการจัดลำดับหรือจัดกลุ่มเนื้อเรื่องมาช่วยกลั่นกรองข้อมูล โดยใช้สูตร  5S ดังนี้  อ่านผ่าน  (SCAN)  อ่านกวาด  (SKIM)  เลือกจุดสำคัญ (SELECT) อ่านทำความเข้าใจ  (SLURP)  สรุป  (SUMMARISE)   วิเคราะห์และแปลสิ่งที่ได้อ่านได้ยิน
                   5.1.4   การบันทึก เพื่อตอบคำถามว่า ผู้เรียนสามารถรวบรวม หรือจัดระบบการบันทึก โดยใช้ดัชนีช่วย และจดบันทึกสิ่งที่ควรบันทึกอย่างมีประสิทธิภาพได้ ต้องทำดังนี้ คือ  ทำแผนผัง และจัดลำดับ หรือจัดกลุ่มเนื้อเรื่อง เขียนคำถามและความคิดหลักที่ได้จากการอ่าน ตั้งคำถาม  จะช่วยให้ ทราบว่าเนื้อเรื่องส่วนใดสำคัญ  ส่วนการบันทึกให้มีประสิทธิภาพ  กระทำดังนี้
                              1)  จดบันทึกโดยใช้คำพูดของตนเอง ในกรณีที่ต้องการอ้างคำพูดของผู้เขียน ต้องแน่ใจว่าลอกมาอย่างถูกต้อง  พร้อมใส่เครื่องหมายคำพูด (“..........”) และเขียนเลขหน้าที่นำมาด้วย
                              2)  ก่อนจดบันทึกเนื้อหาหนังสือเล่มใด ให้เขียนชื่อผู้ประพันธ์  (ชื่อ-นามสกุล) ปีที่พิมพ์  ชื่อเรื่อง เมืองที่พิมพ์   ผู้รับผิดชอบในการพิมพ์  เพราะข้อมูลเหล่านี้จะใช้ในการเขียนบรรณานุกรม และมีประโยชน์ในการอ้างอิงภายหลัง
                              3) ใช้เขียนตาราง  ขีดเส้นใต้  อักษรตัวใหญ่  เครื่องหมายดอกจัน และเครื่องหมาย อื่นใดก็ได้ กับข้อความที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษในบันทึกของตนเอง เพื่อให้แตกต่างจาก ข้อความทั่ว ๆ ไป
                              4)  เว้นช่องว่างการบันทึกแต่ละย่อหน้าไว้ด้วย เพื่อจะได้มีเนื้อที่ในการเขียนสารบัญ คำสำคัญที่ปรากฏในบันทึกภายหลัง
                              5) ใช้คำสำคัญเป็นหัวข้อหลัก และเค้าโครงจากแผนผังที่ร่างไว้ จะเป็นขอบข่าย ของการบันทึก
                              6) เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัดไว้เพื่อเขียนความคิดเห็นส่วนตัวหรือสิ่งอื่นใด ที่จะเป็น ประโยชน์ในภายหลัง
                   การจัดระบบบันทึกควรกระทำทันทีที่บันทึกเรียบร้อย ถ้ามีความยาว หรือเนื้อหามาก ให้เรียบเรียงใหม่ โดยสรุปให้สั้นกว่าเดิม แล้วนำบันทึกที่สรุปใหม่นี้เย็บติดกับบันทึกของเดิมด้วย
                   5.1.5   การนำเสนอข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน และบรรยายให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความสามารถในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการพูด  อ่าน และเขียน สามารถนำเสนอโดยวิธีการ  ดังนี้
                              1)  การเขียน  ได้แก่  เรียงความ  รายงานการวิจัย  การสอบ  การเขียนรายงาน ตามที่กำหนดไว้
                              2)  การแสดงภาพ  ได้แก่  แผนภูมิ  แผนผัง  เป็นต้น
                              3)  การพูด ได้แก่  พูดคุย  การพูดหน้าชั้นเรียน เป็นต้น
                              4)  การใช้สื่อประสมต่าง ๆ
                   5.1.6  การประเมินผล  มักจะพิจารณาจาก  2  ประเด็น  คือ  เนื้อหา  จะต้องเพียงพอ และถูกต้อง และการนำเสนอต้องเลือกให้เหมาะสมกับชิ้นงานนั้น ๆ  การเขียนรายงานที่ดี ให้พิจารณาจาก
                              1)   บทนำดี
                              2)  โครงสร้างชัดเจน
                              3)   ประเด็นหลัก/ข้อโต้เถียงที่หนักแน่น
                              4)   ข้อมูลสนับสนุนชัดเจนเพียงพอ
                              5)   ความถูกต้อง
                              6)   อ่านง่าย
                              7)   ประโยคสั้น
                              8)  ไม่ใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย/ภาษาสะแลง
                              9)  รูปแบบที่ดี
                              10)  มีการนำเสนอที่ดี
             5.2  ทักษะการรู้สารสนเทศ
                    ทักษะการรู้สารสนเทศ  เป็นทักษะที่ทำให้บุคคลนั้นสามารถตระหนักถึงความต้องการของ ตนเองได้อย่างชัดเจน สามารถวิเคราะห์ความต้องการ กำหนดลักษะของสารสนเทศที่ตนต้องการ ของตนเองได้ สามารถเข้าถึงสารสนเทศและเข้าใจสารสนเทศได้อย่างหลากหลายในแหล่งสารสนเทศต่าง ๆ สามารถใช้กลยุทธ์ในการสืบค้นสารสนเทศที่ต้องการรวมทั้งสามารถประเมินหรือวิเคราะห์ สังเคราะห์สารสนเทศ และสามารถนำมาบูรณาการหรือประยุกต์ใช้ให้เกิดความรู้ได้ ซึ่งทักษะการรู้สารสนเทศเกี่ยวข้อง ทั้งทักษะทางคอมพิวเตอร์   ทักษะการคิดการใช้เหตุผล และทักษะทางภาษา ล้วนเป็นทักษะที่มีความสัมพันธ์กัน ในการที่จะทำให้เกิดทักษะการรู้สารสนเทศได้  (คนางค์  เชษฐบุตร, 2551, 14)
             5.3  แนวคิดในการศึกษาค้นคว้า
                    แนวคิดและผลการศึกษาค้นคว้าทั้งด้านวาจาและลายลักษณ์อักษร ที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยหลักเกณฑ์    มีรูปแบบเด่นชัด ดังนี้   (การนำเสนอแนวคิดและการศึกษาค้นคว้า, ม.ป.ป., ย่อหน้าที่ 2)
                    5.3.1   สาระเนื้อหาถูกต้อง
                    5.3.2   เป็นเอกภาพ  สัมพันธภาพตรงประเด็น
                    5.3.3   มีหลักฐานอ้างอิง
                    5.3.4   ภาษาถูกต้องตามรูปแบบทางราชการ
                    5.3.5   มีแผนเตรียมการที่รอบคอบเหมาะสม  ดังนี้
                              1)  การเตรียมการ  เป็นการวางแผนเพื่อนำเสนอแนวคิด  และผลการศึกษาค้นคว้า  เพื่อมุ่งให้ประสบความสำเร็จ  ซึ่งมีการวางแผนเตรียมการในเรื่องต่อไปนี้
                                   1.1)  การรวบรวมข้อมูล  เป็นการเก็บข้อเท็จจริงเพื่อเป็นข้อมูลใน การสนับสนุนแนวคิด การวิเคราะห์วิจัยในเรื่องที่ดำเนินการจัดทำเพื่อให้มีคุณค่าน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลนั้นมี  2  ประเภท  คือ
                                   ข้อมูลขั้นปฐมภูมิ  เป็นข้อมูลตรง จากแหล่งข้อมูลที่ยังไม่มีผู้ใดรวบรวมไว้  เช่น ข้อมูลจากแบบสอบถาม  เป็นต้น
                                   ข้อมูลขั้นทุติยภูมิ  เป็นข้อมูลตรงจากแหล่งข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว  เช่น  ข้อมูลจากเอกสาร ซีดี-รอม เป็นต้น การเก็บข้อมูลมีแนวเก็บดังนี้ การฟัง การสังเกต การสำรวจ การสัมภาษณ์  การถ่ายภาพ  การทดลอง  การศึกษาเฉพาะกรณี  การบันทึกเสียง  บันทึกวิดีทัศน์ การใช้แบบสอบถาม  การบันทึกจากอิเล็กทรอนิกส์
                                   1.2 )  การตรวจสอบข้อมูล  มีเกณฑ์ในการตรวจสอบดังนี้
                                            1.2.1)  ความถูกต้องของข้อมูล  เน้นความเที่ยงตรง น่าเชื่อถือ ขอบเขตเนื้อหาเด่นชัด
                                            1.2.2)  ความทันสมัยของข้อมูล ศาสตร์บางอย่างมีข้อมูลเที่ยงตรง ตลอด ก็ให้ถือว่าเป็นข้อมูลทันสมัย
                                   1.3)  การตรวจสอบลิขสิทธิ์ เน้นการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล  ต้องให้มีการอ้างอิงอย่างถูกต้อง  เพื่อให้เกียรติเจ้าของข้อมูลและตรวจสอบได้
                              2)   การบันทึกข้อมูล เป็นการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องมีการเตรียม การจัดเก็บข้อมูล  ดังนี้
                                   2.1)  เตรียมบัตรบันทึกข้อมูล  ขนาด 3 × 5  นิ้ว 4 × 6 นิ้ว  5 × 7  นิ้ว สำหรับผู้บันทึกข้อมูลโดยลงรายการ  ดังนี้
                                            2.1.1)  หัวข้อเรื่อง
                                            2.1.2)  แหล่งข้อมูลหรือบรรณานุกรม
                                            2.1.3)  เลขหน้าอ้างอิง
                                            2.1.4)  เนื้อหา
                                   2.2)  เตรียมวิธีบันทึกข้อมูล  มี  3  วิธี
                                            2.2.1)   บันทึกแบบคัดลอก  บันทึกเกี่ยวกับเรื่อง  คำจำกัดความ  กฎระเบียบ  ความหมาย  โอวาท
                                            2.2.2)  บันทึกแบบสรุปความ   บันทึกเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ  แนวคิด  เหตุผล หลักการ
                                            2.2.3)  บันทึกแบบถอดความ เป็นการบันทึกข้อความโดยวิธีลอก ข้อความ และถอดสาระเนื้อหา
                              3)  การวางแผนนำเสนอข้อมูล
                                   3.1)  การวางแผนนำเสนอข้อมูลด้วยวาจา เป็นการนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการพูด ซึ่งมีการเตรียมการดังนี้
                                            3.1.1)  เตรียมเรื่องที่จะพูด
                                            3.1.2)  วิเคราะห์วัตถุประสงค์การพูดแต่ละครั้งว่าให้ความรู้หรือ ความเพลิดเพลิน
                                            3.1.3)  วิเคราะห์ผู้ฟัง  เกี่ยวกับจำนวน  เพศ  วัย  การศึกษา  สังคม เศรษฐกิจ
                                            3.1.4)  วิเคราะห์ตัวผู้พูด  ด้านความรู้ความถนัด
                                            3.1.5)  วิเคราะห์กาลเทศะ  ระยะเวลา  สถานที่  บรรยากาศ
                                            3.1.6)  วางโครงเรื่องที่จะพูด  การเริ่มเรื่อง  ดำเนินเรื่อง  และจบเรื่อง ให้ชัดเจน
                                            3.1.7)  การเขียนบทพูด  เริ่มตั้งแต่การปฏิสัณฐาน เป็นต้นไป
                                            3.1.8)  ต้องมีการฝึกซ้อม การพูด ภาษา ท่าทาง  น้ำเสียง สายตา การใช้สื่อ                                        
                                   3.2)  การวางแผนนำเสนอข้อมูลด้วยลายลักษณ์อักษร   เป็นการนำเสนอข้อมูล ด้วยวิธีการเขียนซึ่งมีการเตรียมการดังนี้
                                            3.2.1)  การเขียนโครงการวิชาการ มุ่งประโยชน์ทางวิชาการ   ช่วยให้ เกิดการวางแผนการทำงานด้านวิชาการ  การริเริ่มปฏิบัติงานใหม่ ๆ  มีส่วนประกอบสำคัญ  คือ  ส่วนนำ ประกอบด้วย  ชื่อโครงการ ผู้รับผิดชอบ  หลักการและเหตุผล  วัตถุประสงค์  เป้าหมาย  ส่วนเนื้อความ ประกอบด้วย วิธีดำเนินงาน ระยะเวลาดำเนินการ สถานที่ดำเนินการ  งบประมาณ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ  การประเมินผล
                                            3.2.2)   การเขียนรายงานทางวิชาการ  มีการเตรียมการวางแผน ดำเนินการ คือ  การเลือกเรื่อง  การสำรวจแหล่งข้อมูล   การวางโครงเรื่อง การเก็บข้อมูล  และ การเรียบเรียงเป็นรูปเล่มเอกสาร
                                            3.2.3)  การวางแผนนำเสนอข้อมูลด้วยสื่อประสม เป็นการนำเสนอแบบ ผสมผสาน เกี่ยวกับการพูด  การเขียน  การจัดแสดงกิจกรรมสร้างสรรค์  การวางแผนเตรียมการ ควรคำนึงถึง เรื่องต่อไปนี้ 
                                                      1)  เป็นเรื่องที่สำคัญ
                                                      2)  มีเป้าหมายชัดเจน
                                                      3)  มีงบประมาณมากพอ มีระยะเวลาเตรียมการปฏิบัติ จัดแสดง ให้พอ
                                   3.3)  การนำเสนอแนวคิดและผลการศึกษาค้นคว้า
                                            3.3.1)  การนำเสนอด้วยลายลักษณ์อักษร
                                                      1)  โครงการวิชาการ  เป็นการนำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ ปฏิบัติงาน  และถือเป็นแนวปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม โครงการวิชาการที่ดีต้องมีหลักเกณฑ์ในการเขียน กล่าวคือ  ต้องเตรียมเรื่องและข้อมูลให้ชัดเจน  เวลาเขียนต้องให้ตอบสนองต่อนโยบายขององค์กร ต้องเตรียมกิจกรรมกลวิธี หรือมาตรการให้แน่นอน และที่สำคัญต้องมีแผนปฏิบัติการหรือองค์ประกอบ ที่ครบถ้วน  ดังนี้
                                                            1.1)   ชื่อโครงการ
                                                            1.2)   ชื่อผู้เสนอหรือผู้ดำเนินการ
                                                            1.3)   หลักการและเหตุผล บอกภูมิหลัง หรือเหตุผลที่ต้อง ดำเนินการ
                                                            1.4)   วัตถุประสงค์
                                                            1.5)   กลุ่มเป้าหมาย 
                                                            1.6)   ระยะเวลา และสถานที่ดำเนินการ 
                                                            1.7)   วิธีดำเนินงาน 
                                                            1.8)   งบประมาณ 
                                                            1.9)   ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
                                                            1.10)  การประเมินผล
                                                      2)  รายงานทางวิชาการ  เป็นการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า อย่างเป็นระบบ  ดังนี้
                                                            2.1)  มีแบบแผนการนำเสนอที่ชัดเจน 
                                                                    2.1.1)  ส่วนนำเรื่องประกอบด้วย ปกนอก ใบรองปก หน้าปกใน  คำนำ  สารบัญ  ส่วนนี้ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องชัดเจน  ตามรูปแบบการเขียนรายงาน
                                                                    2.1.2)  ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย บทนำ  เนื้อเรื่อง และบทสรุป  ส่วนนี้ต้องเรียบเรียงให้เป็นระบบ ทั้งอ้างอิง  เชิงอรรถ  ให้ชัดเจน
                                                                    2.1.3)  ส่วนท้ายเรื่อง  ประกอบด้วย  บรรณานุกรม  ภาคผนวก  ดัชนี  อภิธานศัพท์  ข้อสำคัญ  การทำรายงานทุกครั้งต้องมีบรรณานุกรมไว้เสมอ
                                                            2.2)  การเรียบเรียงรายงานวิชาการ  กำหนดให้เรียบเรียงไป ตามลำดับเนื้อหาในโครงเรื่อง ใช้ภาษาถูกต้องเข้าใจง่าย   เนื้อหาให้มีเอกภาพ  สัมพันธภาพ มีการอ้างอิง แหล่งที่มาชัดเจน  รูปแบบ  การเขียน  และพิมพ์ถูกต้อง  เหมาะสมตามสากลนิยม
                                                                    2.2.1)  การอ้างอิง เป็นการระบุแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งนำมาสนับสนุนการเขียน มี 2 ประเภท  คือ  การอ้างอิงแบบแทรกปนในเนื้อหา กับการอ้างอิงแบบ เชิงอรรถท้ายหน้า โดยเฉพาะการอ้างอิงระบบนาม-ปี  เป็นที่นิยมมาก   เพราะใช้สะดวกรวดเร็ว และเรียบร้อย ตัวอย่างการใช้อ้างอิงระบบนาม- ปี ให้ระบุเฉพาะชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์และเลขหน้าเท่านั้น  เช่น


                                                                    2.2.2)  การเขียนบรรณานุกรม บรรณานุกรมเป็น รายชื่อสิ่งพิมพ์  หรือโสตทัศนวัสดุที่ใช้อ้างอิงในการเขียนรายงาน จุดมุ่งหมายเพื่อให้เกียรติแก่ผู้เขียนตำรา  เพื่อการตรวจสอบ หรือเพื่อการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ การเขียนบรรณานุกรมให้เขียนคำว่า  บรรณานุกรม  กลางหน้ากระดาษตอนบน  ลงรายการบรรณานุกรม เรียงตามลำดับอักษรผู้แต่ง  ดังนี้