การจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูล

                     การจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูล  มีแบบแผนที่มีโครงสร้างข้อมูล ซึ่งอาจออกแบบเป็นตารางเดียวจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด หรือแบบหลายตารางเพื่อนำข้อมูลตารางหนึ่งไปใช้ในระบบฐานข้อมูลอื่นได้ เช่น

                   แบบที่ 1  ตารางเดียว

 

                    ตารางข้อมูลนักเรียน ประกอบด้วย  เลขประจำตัว คำนำหน้าชื่อ ชื่อ นามสกุล เลขที่บ้านที่อยู่ ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด ชั้นที่เรียน วิชาที่เรียน ผลการสอบ

 

                   แบบที่ 2  แบบหลายตาราง

 

                         ตารางที่ 1  ตารางข้อมูลนักเรียน ประกอบด้วย  เลขประจำตัว คำนำหน้าชื่อ ชื่อ นามสกุล เลขที่บ้านที่อยู่ ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด

                         ตารางที่ 2  ตารางเลขประจำตัวนักเรียน ชั้นที่เรียน วิชาที่เรียน ผลการสอบ

 

                        การออกแบบทั้ง 2 แบบอยู่ที่จุดประสงค์การใช้งาน จะเห็นว่า แบบที่ 1 นั้นประกอบด้วยข้อมูลทั้งหมด   แต่แบบที่ 2 มี 2 ตาราง สามารถนำตารางที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างโปรแกรมอื่นได้  โดยไม่ต้องสร้างตารางแบบตารางที่ 1 อีก      และตารางที่ 2 เป็นการเรียน ซึ่งทั้ง 2 ตารางเชื่อมโยงกันด้วยเลขประจำตัวนักเรียน
                        แต่ในการออกแบบฐานข้อมูลแบบต่าง ๆ ยังต้องออกแบบการจัดเก็บข้อมูลอีก ว่าข้อมูลนั้นจะจัดเก็บใน "ชนิดข้อมูล" ประเภทใด คือ
 
์TEXT สำหรับข้อมูลที่เป็นข้อความ หรือตัวเลขที่ไม่ใช้คำนวณ
NUMBER สำหรับข้อมูลที่เป็นจำนวน
MEMO สำหรับข้อมูลที่มีข้อความมาก ๆ
DATE/TIME สำหรับข้อมูลที่เป็น เวลา วันที่ อัตโนมัติ
CURRENCY สำหรับข้อมูลที่เป็นอัตราเงินตรา
AUTONUMBER สำหรับข้อมูลที่เป็นตัวเลขอัตโนมัติ
YES/NO สำหรับข้อมูลที่เป็นการตอบ ถูก/ผิด  ใช่/ไม่ใช่
OLE OBJECT สำหรับข้อมูลที่เป็นรูปภาพ
 
                    ตัวอย่าง                  
IDNO NAME ADD1

ADD2                  

KHET PROVINCE CLASS
23323 วิสา 50 นวมินทร์12 บึงกุ่ม กทม. 4/2
23330 นรา 51/12 ลาดพร้าว7 บางกะปิ กทม. 4/1
23345 วิชุดา 112/1 ลาดพร้าว12 บางกะปิ กทม. 4/3
 
IDNO SUBJECT GRADE
23323 วิทยาศาสตร์ 4
23330 วิทยาศาสตร์ 3
23345 วิทยาศาสตร์ 4
23323 คณิตศาสตร์ 4
23330 คณิตศาสตร์ 4
23345 คณิตศาสตร์ 3

 

                    จากตัวอย่างเป็นการออกแบบฐานข้อมูล 2 ตาราง แล้วนำข้อมูล 2 ตารางนี้มาเชื่อมโยงกัน เรียกว่าฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relation Database) ซึ่งมีประโยชน์ อย่างยิ่ง คือ

                           1.  สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

                           2.  โครงสร้างข้อมูลเรียบง่าย ง่ายต่อการใช้งาน

                           3.  ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไร